หลายๆคนบอกว่า ชีวิตต้องเป็นไปตามพรหมลิขิต หรือ โชคชะตา เราจึงมักเห็นผู้คนเป็นจำนวนมากใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อย…ไร้จุดหมาย…ปล่อยชีวิตให้ขับเคลื่อนไปตาม ยถากรรม หรือฟ้าลิขิต แต่ละวันจึงผ่านไปอย่างเลื่อนลอย…ไร้จุดหมาย…ไร้ความสุข…มีแต่ความเบื่อเซ็ง เพราะไม่มีเป้าหมายให้เล็ง ไม่มีจุดโฟกัสของชีวิต แท้จริงแล้ว… ชีวิตเต็มไปด้วยทางเลือก เราสามารถเลือกที่จะทำ เลือกที่จะเป็น ในสิ่งที่เป็นตัวตนของเรา ใช้ศักยภาพในตัวเรา เป็นในสิ่งที่เราต้องการได้ ขอเพียงให้รู้ว่า สิ่งที่เราต้องการ อย่างแท้จริงนั้น คือสิ่งใด อะไรคือเป้าหมายของชีวิต… แล้วเริ่มต้นวางแผน เพื่อการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางนั้น…การหลงทางในเส้นทางสายชีวิตก็คงจะไม่เกิดขึ้น…

ปรมิตา ลิมปนิลชาติ


จบมาทางด้านสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ จากรั้วเหลืองแดง ในปี 2525 เป็นนักสังคมสงเคราะห์ทางจิตเวช อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช 5 ปี ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อ ลาออกจากราชการ มาผจญกับความท้าทายในโลกกว้างทางธุรกิจ ชีวิตพลิกผันจนแทบจะเสียกระบวน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปหมด แม้แต่รูปแบบการดำ เนินชีวิต เริ่มต้นงานใหม่ภายหลังออกจากราชการด้วยการเป็นเลขานุการ ตามมาด้วยงาน Admin, Marketing, P.R., customer service, Training, H.R. เปลี่ยนงานบ่อยมาก และทำงานหลากหลายสาขา บางคนมองว่าหางานเก่ง บ้างก็มองว่าจับจด ไม่เพียงแต่เปลี่ยนงาน สายงานก็เปลี่ยนไปด้วยทุกครั้งที่ทำงานในที่ใหม่ ชีวิตมีแต่การเริ่มต้น…และการเรียนรู้ ใหม่ๆ…
ปี 2535 เพื่อนชวนไปเรียนปริญญาโททางด้าน “ Business Communication and Management ” ที่หอการค้า เรียนอย่างกล้ำกลืนฝืนทนจนสำเร็จ จบมาก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไร เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นอกจากมีปริญญาอีกใบซุกอยู่ในลิ้นชัก แค่นั้นเอง วงจรชีวิตก็ยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง เข้าๆออกๆ เหมือนเดิน Shopping อยู่ในตลาดแรงงาน หางานค่อนข้างเก่ง เลยไม่เคยตกงาน แต่เหนื่อยและล้าอย่างเหลือเกิน…กับชีวิตที่ต้องเริ่มต้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า…อย่างไม่มีการปักหลัก…



  • ปริญญาตรี สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์
  • ปริญญาโท การสื่อสารและการจัดการธุรกิจ
        ( Business communication & management )
         ม. หอการค้าไทย
  • Yoga for instructor course. มาตรฐานหลักสูตร
         Ananda Marga Yoga Society of Singapore
  • Yoga for instructor course. มาตรฐานหลักสูตร
          สถาบันโยคะวิชาการ ( The Thai Yoga Institute )
  • อดีตวิทยากรพิเศษ รายการ เติมพลังใจให้กัน,
          ผู้หญิงถึงผู้หญิง ช่อง 3, Ninety nine fitness,
         Yoga for Life ช่อง 5 ฯลฯ
  • ผู้สอน และพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมต่างๆ ที่
         บ้านเอื้ออารีย์ ซ. อารีย์สัมพันธ์ 1 ถ. พหลโยธิน
  • อาจารย์พิเศษวิทยาลัยนานาชาติ
         ( International Hospitality Management CHN )
          ม. รังสิต
  • สอนโยคะ และจัดฝึกอบรมให้กับหน่วยงาน
          และสถาบันต่างๆ เช่น ศูนย์สุขภาพ สำราญรมย์
          ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทไทยเบฟเวอเรท บริษัท
          บางกอกแอร์เวย์ องค์กรสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ฯลฯ



    จากประสบการณ์การสอนโยคะ คำถามที่ผู้สอนได้รับอยู่เสมอ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมก็คือ “ คิดอย่างไรจึงมาสอนโยคะ “ แรกๆ ผู้สอนก็อึ้งไปเหมือนกัน คำถามในลักษณะนี้ ดูจะเป็นคำถามที่แสนจะธรรมดาและง่ายต่อการหาคำตอบสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่กลับเป็นเรื่องยากสำหรับผู้สอน เพราะนับจาก วันที่ตบเท้าออกจากรั้วมหาวิทยาลัย จากรั้วแคบๆ …สังคมแคบๆ…มาสู่โลกอันกว้างใหญ่ จากวันแรกของการทำงาน มาถึงวันที่เริ่มถามตัวเองว่า ชีวิต มีเพียงแค่นี้นะหรือ รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไปจากชีวิต ก็เลยเริ่มตามหาในส่วนที่หายไป จนกระทั่งได้คำตอบบางอย่าง เส้นทางจากวันนั้น มาจนถึงวันที่เริ่มมีคำตอบบางอย่างให้กับตัวเอง นับเป็นการเดินทางที่แสนยาวไกล และทรหดที่ต้องใช้เวลากว่าสิบปี….อีกทั้งบนหนทางที่ก้าวผ่าน ก็พบ เจอแต่ความพลิกผันมาโดยตลอด ก็เลยเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักกับคำถามที่ว่านึกอย่างไรจึงมาสอนโยคะ

    ผู้สอนอึ้งไปกับคำถามดังกล่าวทุกครั้งที่ถูกถาม เพราะกว่าจะบอกถึงที่มาที่ไป ก็เหมือนต้องเปิดหนังสือเล่มหนา กว่าผู้ถามจะได้คำตอบ ก็ต้องพลิกไปหลาย Chapter ทีเดียว ความจริงแล้ว ผู้สอนก็มิได้มีความตั้งใจมาก่อนว่าจะมาเป็นครูอย่างทุกวันนี้ แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิต ดูเหมือนจะค่อยๆผลักดันให้ผู้สอนต้องมา อยู่ในเส้นทางสายนี้ในที่สุด ประสบการณ์ที่ผ่านพบ ดูเสมือนหนึ่งเป็นบทฝึกของความเป็นครู...เป็นบทฝึกเพื่อเตรียมความพร้อม…เป็นบทฝึกที่เคี่ยวให้ผู้สอนเข้าใจชีวิต ในหลากหลายมิติ